วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

Final

                                                 
เทคนิคการสอบ

1. วิเคราะห์ความผิดพลาดจากครั้งก่อน เช่น ครั้งที่แล้วเราตอบผิด เพราะไม่รอบคอบ ในครั้งนี้เราต้องปรับปรุง ตรวจทานให้ละเอียดมากกว่าเดิม


2. หยุดพักจากการเล่นโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ อินสตราแกรม และอื่น ๆ เพื่อความบันเทิง ควรอดทนรอให้สอบเสร็จเสียก่อน เพราะการเล่นสิ่งเหล่านี้ไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย รับรองเลยว่า ไม่รู้เรื่องแน่ ๆ

3. สร้างสมาธิก่อนการอ่านหนังสือ ควรสร้างสมาธิก่อนเริ่มอ่านหนังสือ เพื่อให้การอ่านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะหาสถานที่สงบอ่าน

4.ที่สำคัญอย่านอนอ่านเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเสียสุขภาพแล้ว อาจจะหลับไปเลยก็ได้ หรืออย่าอ่านหนังสือไปด้วย ทำอย่างอื่นไปด้วย แบบนี้เสียสมาธิแน่นอนค่ะ

5.ทบทวนเนื้อหาและทำแบบฝึกหัดน้อง ๆ ควรวางแผนการอ่านว่าจะอ่านเรื่องใดก่อน-หลังให้ดี และควรตั้งใจอ่านจริง ๆ แบบเข้าใจ ไม่ใช่อ่านผ่าน ๆ ไป
และอย่าลืมเผื่อเวลาไว้สำหรับการฝึกทำโจทย์ด้วย เพราะถ้าพลาดในจุดไหน เราจะได้กลับไปอ่านย้ำในจุดนั้นได้ค่ะ


6. ทำสรุปความเข้าใจของตนเอง เมื่อ อ่านเนื้อหาจนจบเรียบร้อยแล้ว ให้ทำสรุป Short Note หรือ Mind map เป็นภาษาของตนเอง เพื่อทบทวนความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง

7. ติวกับเพื่อนให้ สลับกันติวกับเพื่อน ๆ ในเรื่องที่ตนเองถนัด เพราะการที่น้องจะติวให้เพื่อนได้ แสดงว่าเรา ต้องเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างดีแล้ว จะได้เป็นการทบทวน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยค่ะ




                                             
อาชีพที่อยากเป็น?

   อาชีพที่อยากเป็นคือแพทย์ด้านผิวหนัง โรคด้านผิวหนังคืออะไร? 
เวลาพูดสรุปง่าย ๆ ต้องบอกว่า โรคที่มองเห็นได้ด้วยตาทั้งหมด จัดอยู่ในการฝึกอบรมของหมอผิวหนัง ยกเว้นลูกตา ฟัน และช่องปากส่วนในเท่า นั้น การฝึกเป็นหมอผิวหนังนั้น เน้นที่การฝึกให้เกิดความชำนาญในการใช้ตาดู แยกแยะรายละเอียดของโรคที่เห็น หมอผิวหนังได้เปรียบกว่าหมอสาขาอื่นตรงที่ ว่าผิวหนังเป็นอวัยวะที่เห็นได้จับต้องได้เลย แต่อวัยวะอื่น ๆ ส่วน ใหญ่ เช่น ตับ ไต หัวใจ ลำไส้ กระดูก เหล่านี้ไม่สามารถเอาออกมาดูโดยตรง ได้ ดังนั้นการฝึกความเชี่ยวชาญจึงต่างกัน หมอหัวใจจะเชี่ยวชาญการฟัง แต่ หมอผิวหนังจะเชี่ยวชาญทางการดูแยกแยะรายละเอียดต่าง ๆ
โรคที่จัดอยู่ในทางผิวหนังจึงครอบคลุมวงกว้างมากตั้งแต่เส้นผม บนศีรษะ หนังศีรษะ รังแค หิด เหา เนื้องอกบนศีรษะ ใบหู หนังตา จมูก แผลหรือ เนื้องอกในปาก โรคปากเปื่อย เริม สิว ฝ้า กระ ขนคิ้ว ขนตาม ตัว เล็บ ไขมัน เส้นเลือดขอด ตลอดลงไปจนถึงเชื้อราและตาปลาใต้ฝ่าเท้าก็อยู่ ในสาขาผิวหนังทั้งสิ้น

ที่เห็นว่าแปลกที่สุดและคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ก็คือ หมอผิวหนังเป็น ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับทางกามโรคเป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอาการ แสดงออกของกามโรคมักจะเป็นแผลหรือเป็นหูดเป็นเนื้องอกให้เห็นได้ชัดเจน ใน ช่วงระหว่างการฝึกอบรมเป็นหมอผิวหนังนั้นแพทย์ประจำบ้านต้องใช้เวลา 1 วันใน ทุก ๆ สัปดาห์ตรวจรักษากามโรคโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ที่มารับการ ตรวจรักษาโรคผิวหนังทั่วไปมีมาก ดังนั้นผู้ที่เป็นกามโรคจึงมักไม่มารับการ ตรวจรักษาตามคลีนิคผิวหนังทั่วไป เพราะไม่อยากให้ใครพบเห็นอยู่แล้วด้วย

ผู้ซึ่งจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว มักจะต้องไปทำงานชดใช้ ให้กับรัฐบาลเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นบางคนก็ไปเรียนต่อทาง อายุรศาสตร์ บ้างก็ต่อทางศัลยกรรมหรือสาขาอื่น ๆ อะไรก็ตามที่มีโอกาสได้ เรียน สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าฝึกอบรมทางผิวหนังนั้น จะต้องใช้ เวลา 3 - 4 ปี ในการศึกษา ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า แพทย์ประจำ บ้าน หรือ เรสซิเดนท์ ( Resident ) สาขาตจวิทยา

ปีแรกที่เรียนต้องทำงานในแผนกอายุรศาสตร์เหมือนกับผู้ที่มาฝึก เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางการแพทย์ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในช่วง 1 ปีนี้ต้องดูแลคนไข้ในโรงพยาบาล ทั้งที่เป็น ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกทุกโรคไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคสมอง โรคหัวใจ หืด หอบ โรคเลือด โรคภูมิแพ้ สารพัด ตลอดไปจนถึงต้องอยู่เวรในห้องฉุกเฉิน และ ห้องไอซียูด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหมอผิวหนังจึงสามารถให้คำ แนะนำ เกี่ยวกับโรคอื่นได้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่รู้เพียงแต่ทางผิวหนังเท่านั้น
สำหรับอีก 2 - 3 ปีต่อมา ต้องทำงานในแผนกผิวหนังทุกวัน เพื่อ สร้างทักษะและความรู้ที่จำเป็น ทุกวันตอนเช้าต้องไปตรวจคนไข้ตามวอร์ด ต่าง ๆ เสร็จแล้วกลับมาตรวจคนไข้ที่โอพีดีหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก บ่ายมีการ สอนวิชาพิเศษต่าง ๆ เช่น เรื่องภูมิแพ้ทางผิวหนัง โรคติดเชื้อต่าง ๆ เรื่อง การผ่าตัด เรื่องเลเซอร์ เป็นต้น

พอจบการศึกษาแล้วก็ต้องสอบในขั้นสุดท้าย โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยแพทยสภา เรียกการสอบนี้ว่าเป็น "การสอบ บอร์ด" (บอร์ด ภาษาอังกฤษไม่ใช่ บอด อย่างในภาษาไทย) ผู้ที่เข้าสอบต้องสอบ ทั้งข้อเขียน ภาคปฏิบัติ และสอบสัมภาษณ์ เมื่อผ่านแล้วจึงจะได้รับการรับรอง จากทางแพทยสภาว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ เพียงพอที่จะดูแลรักษาปัญหา เรื่องผิวหนังให้แก่คนไข้ได้

แหล่งที่มา
http://www.unigang.com/Article/8691
http://www.webythebrain.com/article/6_technique_midterm

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อาเซียน


   อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 โดยมีประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิกเริ่มต้นจำนวน 5 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อมาจึงมีประเทศขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชาตามลำดับ ทำให้ประเทศอาเซียนมีทั้งหมด 10 ประเทศดังเช่นปัจจุบัน มีดังนี้

1.ประเทศบรูไน





ประเทศบรูไนเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเป็นประเทศที่ 6 เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2527 ภายหลังได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ

ชื่อภาษาไทย : เนการาบรูไนดารุสซาลาม

ชื่อภาษาอังกฤษ : Negara Brunei Darussalam

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan)

ภาษาราชการ : ภาษามาเลย์ (Malay)

สกุลเงิน : ดอลล่าร์บรูไน (Brunei dollar, BND)

พื้นที่ : 2,226 ตารางไมล์ (5,765 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 415,717 คน

การปกครอง : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช


2.ประเทศกัมพูชา





ประเทศกัมพูชาเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียนเป็นลำดับสุดท้าย คือลำดับที่ 10 ทั้งๆที่ยื่นความจำนงค์เข้ามาพร้อมกับลาวและพม่า (ลำดับที่ 8 และ 9) แต่เนื่องจากความไม่สงบภายในประเทศ จึงต้องมีการเลื่อนการพิจารณาออกไป จนเมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว กลุ่มอาเซียนจึงรับกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2542

ชื่อภาษาไทย : ราชอาณาจักรกัมพูชา

ชื่อภาษาอังกฤษ : Kingdom of Cambodia

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : พนมเปญ (Phnom Penh)

ภาษาราชการ : ภาษาเขมร

สกุลเงิน : เรียลกัมพูชา (Riela, KHR)

พื้นที่ : 69,898 ตารางไมล์ (181,035 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 15,205,539 คน

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


3.ประเทศอินโดนีเซีย




ประเทศอินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนร่วมกับอีก 4 มิตรประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ภายหลังการลงนามในปฏิญญากรุงเทพฯ

ชื่อภาษาไทย : สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ชื่อภาษาอังกฤษ : Republic of Indonesia

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : จาการ์ตา (Jakarta)

ภาษาราชการ : ภาษาอินโดนีเซีย (Indonesian)

สกุลเงิน : รูเปี๊ยห์ (Rupiah, IDR)

พื้นที่ : 735,358 ตารางไมล์ (1,904,569 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 253,603,649 คน

การปกครอง : ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข


4.ประเทศลาว





ประเทศ สปป.ลาว เข้าร่วมเป็นสมาชิกของอาเซียนเป็นลำดับที่ 8 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 โดยเข้าเป็นประเทศอาเซียนพร้อมกับพม่า ลาวนับได้ว่าเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนประเทศเดียวที่ไม่มีทางออกทะเล แต่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย และใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมขนส่งและสำหรับการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศและส่งขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

ชื่อภาษาไทย : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

ชื่อภาษาอังกฤษ : Lao People’s Democratic Republic

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : กรุงเวียงจันทน์

ภาษาราชการ : ภาษาลาว (Lao)

สกุลเงิน : กีบ (Kip, LAK)

พื้นที่ : 91,429 ตารางไมล์ (236,800 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 6,695,166 คน

การปกครอง : ระบอบสังคมนิยม มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้บริหารสูงสุด


5.ประเทศมาเลเซีย




ประเทศมาเลเซียเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอาเซียน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ

ชื่อภาษาไทย : มาเลเซีย

ชื่อภาษาอังกฤษ : Malaysia

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : กัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur, KL)

ภาษาราชการ : ภาษามาเลย์ (Malaysian Malay)

สกุลเงิน : ริงกิต (Ringgit, MYR)

พื้นที่ : 127,355 ตารางไมล์ (329,847 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 30,000,000 คน

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ (สมเด็จพระราชาธิบดี) เป็นประมุข


6.ประเทศพม่า





ประเทศพม่า เข้าร่วมเป็นสมาชิกของอาเซียนเป็นลำดับที่ 9 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 (วันเดียวกับประเทศลาว)

ชื่อภาษาไทย : สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ชื่อภาษาอังกฤษ : Republic of the Union of Myanmar

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : เนปยีดอ (Naypyidaw)

ภาษาราชการ : ภาษาพม่า (Burmese)

สกุลเงิน : จ๊าต (Kyat, MMK)

พื้นที่ : 261,227 ตารางไมล์ (676,578 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 51,419,420 คน

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นปร


7.ประเทศฟิลิปปินส์



ประเทศฟิลิปปินส์ ก็เป็นอีกหนึ่งสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอาเซียน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ

ชื่อภาษาไทย : สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ชื่อภาษาอังกฤษ : Republic of the Philippines

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : กรุงมะนิลา (Manila)

ภาษาราชการ : ภาษาตากาล็อกและอังกฤษ (Filipino/English)

สกุลเงิน : เปโซ (Peso, PHP)

พื้นที่ : 115,120 ตารางไมล์ (298,170 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 92,337,852 คน

การปกครอง : ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ (สมเด็จพระราชาธิบดี) เป็นประมุข


8.ประเทศสิงคโปร์




ประเทศสิงคโปร์ เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอาเซียนเช่นกัน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ

ชื่อภาษาไทย : สาธารณรัฐสิงคโปร์

ชื่อภาษาอังกฤษ : Republic of Singapor

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : สิงคโปร์

ภาษาราชการ : ภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลาง (English/Mandarin

สกุลเงิน : ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar, SGD)

พื้นที่ : 276 ตารางไมล์ (716 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 5,399,200 คน

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

9.ประเทศไทย





ประเทศไทย นอกจากจะเป็นสมาชิก 5 ชาติแรกและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนแล้ว ยังเป็นเจ้าภาพในการลงนามเพื่อสร้างข้อตกลงในการสร้างกลุ่มอาเซียนขึ้นมาด้วย โดยการลงนามนี้เรียกว่า ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ซึ่งลงนามกันเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ที่พระราชวังสราญรมย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ทั้งประเทศ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่ากรุงเทพคือบ้านเกิดของอาเซียน

ชื่อภาษาไทย : ราชอาณาจักรไทย

ชื่อภาษาอังกฤษ : The Kingdom of Thailand

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร (Bangkok)

ภาษาราชการ : ภาษาไทย (Thai)

สกุลเงิน : บาท (Thai Baht, THB)

พื้นที่ : 198,115 ตารางไมล์ (513,115 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 64,785,909 คน

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา


10.ประเทศเวียดนาม




ประเทศเวีดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเป็นลำดับที่ 7 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

ชื่อภาษาไทย : สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ชื่อภาษาอังกฤษ : Socialist Republic of Vietnam

ที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

เมืองหลวง : กรุงฮานอย (Ha Noi)

ภาษาราชการ : ภาษาเวียดนาม (Vietnamese)

สกุลเงิน : ด่ง (Dong, VND)

พื้นที่ : 128,565 ตารางไมล์ (331,210 ตารางกิโลเมตร)

จำนวนประชากร : 89,693,000 คน

การปกครอง : ระบอบสังคมนิยม มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้ปกครองสูงสุด



แหล่งอ้างอิง
https://sites.google.com/site/theerapong02648/home/xaseiyn-10-prathes


วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม


1.ระบุปัญหา (Problem Identification)
เป็นการทำความเข้าใจปัญหาหรือความท้าทาย วิเคราะห์เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสถานการณ์ปัญหา เพื่อกำหนดขอบเขตของปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา เช่น แอร์ไม่เย็น



2.รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Related Information Search)
เป็นการรวบรวมข้อมูลและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ปัญหาและประเมินความเป็นไปได้ ข้อดีและข้อจำกัด เช่น เช็ครีโมทแอร์และภูมิอากาศ



3.ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design)
เป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องเพื่อการออกแบบชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา โดยคำนึงถึงทรัพยากร ข้อจำกัดและเงื่อนไขตามสถานการณ์ที่กำหนด เช่น ตรวจเช็คคอมเพรสเชอร์แอร์เพราะว่าบางครั้งอาจเกิดจากการที่ไฟดับหรือไฟตก



4.วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development)
เป็นการกำหนดลำดับขั้นตอนของการสร้างชิ้นงานหรือวิธีการ แล้วลงมือสร้างชิ้นงานหรือพัฒนาวิธีการเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา เช่น ถ้าเช็คดูแล้วให้ตวรจดูอีกทีว่าทำถูกไหม


5.ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Testing, Evaluation and Design Improvement)
เป็นการทดสอบและประเมินการใช้งานของชิ้นงานหรือวิธีการ โดยผลที่ได้อาจนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมที่สุด เช่น ดูว่าแอร์เย็นหรือเปล่ามีอะไรผิดพลาดไหม



6.นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Presentation)
เป็นการนำเสนอแนวคิดและขั้นตอนการแก้ปัญหาของการสร้างชิ้นงานหรือการพัฒนาวิธีการ ให้ผู้อื่นเข้าใจและได้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาต่อไป



แหล่งอ้างอิง
http://www.stemedthailand.org/?knowstem=%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติรัชกาลที่ 10


พระนามรัชการที่ 10
   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร






ประวัติรัชการที่ 10
   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร” เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17:45 น.


มีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐภคินี 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ในปี พ.ศ. 2499 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงสำเร็จการศึกษาขั้นต้นในระดับอนุบาล รุ่นที่ 2 จากโรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์จากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์สกูล ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เสร็จแล้ว ทรงการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2519


พระราชกรณียกิจ

1.ด้านการบิน   เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ-5 อี/เอฟ และพ.ศ. 2552 ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 เครื่องบินโบอิ้ง 737 – 400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เที่ยวบินที่ ทีจี 8870 กรุงเทพมหานครถึงจังหวัดเชียงใหม่ และเที่ยวบินที่ ทีจี 8871 จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร)

2.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชขึ้น เพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช พระองค์มีพระราชปณิธานให้เอาใจใส่รักษาพยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้ปลอดภัยจากความเจ็บไข้โดยทั่วหน้าเสมอกัน

3.ด้านการต่างประเทศ   วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ โปรดให้ พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต นำผ้าห่มกันหนาว 20,000 ผืน ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายกษิต ภิรมย์ เป็นผู้รับมอบ

หน้าที่ของนักเรียนต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์                                                                   1.มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม ชุมชน ประเทศชาติ ในการอยู่ร่วมกันในสังคม                      2.เคารพกฎหมายกฎหมายมีไว้เพื่อให้ทุกคนทำตาม ถ้าไม่มีกฎหมายทุกคนจะปราศจากความสงบสุขเพราะฉะนั้น                                                                                                                                  3.เคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ควรรูจักเคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น                                            4.มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมือง การปกครอง ในสังคมประชาธิปไตย                                                  5.มีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตนตามหลักธรรม ทุกคนควรมีศีลธรรมไว้เป็นหลักในการควบคุมพฤติกรรมของบุคลให้ดำเนินไปอย่างเหมาะสม





แหล่งอ้างอิง
https://lifestyle.campus-star.com/knowledge/43066.html


วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เทคโนโลยีคืออะไร

1. ความหมายของเทคโนโลยี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยี
เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ
2. ระบบทางเทคโนโลยี
 1. ตัวป้อน (Input) คือ  ความต้องการของมนุษย์
 2. กระบวนการเทคโนโลยี (Technological Process) คือ การตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยี
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยี 3. ผลผลิตหรือผลลัพธ์ (Output หรือ Outcome) คือ สิ่งทีไ่ด้มา หรือเกิดขึ้นจากกระบวนการเทคโนโลยี หรือผลที่ได้จากกระบวนการแก้ปัญหานั่นเอง โดยผลผลิตหรือผลลัพธ์ที่ได้จากระบวนการเทคโนโลยี(กระบวนการแก้ปัญหา)นี้อาจ เป็น ชิ้นงาน (Product) หรืออาจเป็นวิธีการ (Methodology) 
 4. ทรัพยากรทางเทคโนโลยี (Resource) คือสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตหรือผลลัพธ์นั่นเอง ซึ่งทรัพยากรทางเทคโนโลยี แบ่งได้ 7 ด้าน ได้แก่ คน ข้อมูลและสารสนเทศ วัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ พลังงาน ทุนหรือทรัพย์สิน และเวลา

 5. ปัจจัยที่ขัดขวางต่อเทคโนโลยี (Constraints) คือ สิ่งที่เป็นข้อจำกัด ข้อพิจารณา หรือสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาได้ผลงานแตกต่างกันไป เช่น มีทุนน้อย มีเวลาจำกัด ไม่มีความรู้หรือความชำนาญ ขาดทักษะและความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยี3. ความสัมพันธ์และบทบาทของเทคโนโลยี
1.ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาสารในแต่ละวัน
2.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ
3.การจัดเรียงลำดับสารสนเทศ ฯลฯ
4.ช่วยในการจัดเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่เรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
5.ช่วยในการจัระบบอัติโนมัติ เพื่อการจัดเก็บ การประมวลผล และการเรียกใชสารสนเทศ
6.ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
7.ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง โดยใช้ระบบโทรศัพท์ และอื่นๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยี4. ความสัมพันธ์เทคโนโลยีกับศาสตร์อื่นๆ
1. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสัมพันธ์กับความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเกิดการใช้ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่การประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้เทคโนโลยีก็เพื่อแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เทคโนโลยีใช้เพื่อเสริมการแก้ปัญหา นั่นก็คือ การนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปคู่การปฏิบัตินั่นเอง
2. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ศาสตร์ การเรียนรู้การทำงานตามกระบวนการทางเทคโนโลยีต้องอาศัยทักษะทางภาษา ซึ่งเป็นศาสตร์หนึ่งของวิทยาศาสตร์
3.  ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับสังคมศาสตร์  เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์เข้าใจประวัติความเป็นมาของตนเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งช่วยกำหนดอนาคตและความเป็นอยู่ของมนุษย์
4.  ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับการศึกษา ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษาอย่างกว้างขวาง มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้เกิดผลดีต่อการศึกษาอย่างมาก
5.  ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับเกษตรกรรมในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเกษตร ทั้งการผลิตคิดค้นเครื่องจักรกลทางการเกษตรและพัฒนากระบวนการผลิตแทนการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้กำลังคน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยี6. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ผลิตได้ปริมาณมากขึ้น ประหยัดแรงงาน ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน
7. ความสัมพันธ์เทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ มีการใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุงเส้นทางขนส่งเพื่อหาเลา เทคโนโลยีที่นำมาใช้ เช่น เทคโนโลยี GIS

5. เทคโนโลยีท้องถิ่นกับการนำเข้า
 เทคโนโลยีท้องถิ่น 
 1) เทคโนโลยีระดับต่ำ
 2)  เทคโนโลยีระดับกลาง
 3) เทคโนโลยีระดับสูง
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยีเทคโนโลยีที่นำเข้า
1)  เทคโนโลยีการเกษตร  ที่จำเป็นต้องนำเข้าจาก ต่างประเทศ ได้แก่ สารเคมีป้องกันกำจัด ศัตรูพืช  การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ซึ่งเป็นการปลูกพืชในน้ำยา ที่มีธาตุอาหารครบ ทำให้สามารถ ควบคุมผลผลิต และคุณภาพของพืชได้ นอกจากนี้อาจจะต้อง นำเข้า เทคโนโลยี ในการเก็บรักษา คุณภาพ ผลิตผลทางการเกษตร เพื่อการส่งออก  เครื่องจักรกล ที่ทันสมัย มาช่วยทุ่นแรงในการ ทำไร่นา
2)  เทคโนโลยีชีวภาพ มีการนำเข้าเทคโนโลยีชีวภาพ จากต่างประเทศมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ทางด้านการแพทย์ เช่น การผลิตวัคซีน ป้องกันโรคต่าง ๆ การผลิตยาบางชนิด 

3)  เทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม มีการนำเข้าเทคโนโลยี เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรม เคมี เช่น อุตสาหกรรมกรดกำมะถัน ต้องใช้วัตถุดิบ จากต่างประเทศ  
4)  เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น เทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนายาใหม่ เทคโนโลยีการ วินิจฉัยโรค เทคโนโลยีของอวัยวะเทียม เป็นต้น
5)  เทคโนโลยีการสื่อสาร โทรคมนาคม นับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง สำหรับสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ในปัจจุบัน และอนาคต   ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน เช่น โทรเลข โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร อินเตอร์เน็ต  เป็นต้น ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยี ที่นำเข้าจาก ต่างประเทศแทบทั้งสิ้น
6)  เทคโนโลยีการขนส่ง ได้แก่ การเดินรถ เช่น รถยนต์ รถไฟ รถไฟฟ้าการเดินเรือ   เครื่องบิน การขนส่งระบบคอนเทนเนอร์ เป็นต้น
7)  เทคโนโลยีระดับสูง (ไฮเทค) ได้แก่  อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์การสื่อสาร ระบบเลเซอร์  หุ่นยนต์  เป็นต้น
8)  เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ นับเป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้า ด้านอุตสาหกรรม เป็นอย่างมาก

6. เทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศ




                          à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ กระบวนการทางเทคโนโลยี แผนผัง



1. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 
2.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านด้านสังคม 
3.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านศึกษา   
4.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านสาธารณสุข
5.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม


วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Resume


Profile

St.Josep Nakhonsawan School
Name : Marisa Sriphung
Nickname : Moonoi
My birthday : 29 March 2003
Age : 15
My Favourite Food : Rice 
My Favourite Colour : Black , Yellow
My Favourite Subject : Science
My Favourite Flower : Mali
From : Thailand
Live : In Nakhonsawan
My Dream : Teacher
Look like :  So cute and very very beautiful
My best friend : Ketmanee Ketkeson , Nichakan Nacjittakan ,                           Thanacha Nitithanasombat
Maxim : Is a good democratic way





Final

                                                    เทคนิคการสอบ 1. วิเคราะห์ความผิดพลาดจากครั้งก่อน เช่น ครั้งที่แล้วเราตอบผิด เพราะไม...