วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

Final

                                                 
เทคนิคการสอบ

1. วิเคราะห์ความผิดพลาดจากครั้งก่อน เช่น ครั้งที่แล้วเราตอบผิด เพราะไม่รอบคอบ ในครั้งนี้เราต้องปรับปรุง ตรวจทานให้ละเอียดมากกว่าเดิม


2. หยุดพักจากการเล่นโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ อินสตราแกรม และอื่น ๆ เพื่อความบันเทิง ควรอดทนรอให้สอบเสร็จเสียก่อน เพราะการเล่นสิ่งเหล่านี้ไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย รับรองเลยว่า ไม่รู้เรื่องแน่ ๆ

3. สร้างสมาธิก่อนการอ่านหนังสือ ควรสร้างสมาธิก่อนเริ่มอ่านหนังสือ เพื่อให้การอ่านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะหาสถานที่สงบอ่าน

4.ที่สำคัญอย่านอนอ่านเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเสียสุขภาพแล้ว อาจจะหลับไปเลยก็ได้ หรืออย่าอ่านหนังสือไปด้วย ทำอย่างอื่นไปด้วย แบบนี้เสียสมาธิแน่นอนค่ะ

5.ทบทวนเนื้อหาและทำแบบฝึกหัดน้อง ๆ ควรวางแผนการอ่านว่าจะอ่านเรื่องใดก่อน-หลังให้ดี และควรตั้งใจอ่านจริง ๆ แบบเข้าใจ ไม่ใช่อ่านผ่าน ๆ ไป
และอย่าลืมเผื่อเวลาไว้สำหรับการฝึกทำโจทย์ด้วย เพราะถ้าพลาดในจุดไหน เราจะได้กลับไปอ่านย้ำในจุดนั้นได้ค่ะ


6. ทำสรุปความเข้าใจของตนเอง เมื่อ อ่านเนื้อหาจนจบเรียบร้อยแล้ว ให้ทำสรุป Short Note หรือ Mind map เป็นภาษาของตนเอง เพื่อทบทวนความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง

7. ติวกับเพื่อนให้ สลับกันติวกับเพื่อน ๆ ในเรื่องที่ตนเองถนัด เพราะการที่น้องจะติวให้เพื่อนได้ แสดงว่าเรา ต้องเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างดีแล้ว จะได้เป็นการทบทวน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยค่ะ




                                             
อาชีพที่อยากเป็น?

   อาชีพที่อยากเป็นคือแพทย์ด้านผิวหนัง โรคด้านผิวหนังคืออะไร? 
เวลาพูดสรุปง่าย ๆ ต้องบอกว่า โรคที่มองเห็นได้ด้วยตาทั้งหมด จัดอยู่ในการฝึกอบรมของหมอผิวหนัง ยกเว้นลูกตา ฟัน และช่องปากส่วนในเท่า นั้น การฝึกเป็นหมอผิวหนังนั้น เน้นที่การฝึกให้เกิดความชำนาญในการใช้ตาดู แยกแยะรายละเอียดของโรคที่เห็น หมอผิวหนังได้เปรียบกว่าหมอสาขาอื่นตรงที่ ว่าผิวหนังเป็นอวัยวะที่เห็นได้จับต้องได้เลย แต่อวัยวะอื่น ๆ ส่วน ใหญ่ เช่น ตับ ไต หัวใจ ลำไส้ กระดูก เหล่านี้ไม่สามารถเอาออกมาดูโดยตรง ได้ ดังนั้นการฝึกความเชี่ยวชาญจึงต่างกัน หมอหัวใจจะเชี่ยวชาญการฟัง แต่ หมอผิวหนังจะเชี่ยวชาญทางการดูแยกแยะรายละเอียดต่าง ๆ
โรคที่จัดอยู่ในทางผิวหนังจึงครอบคลุมวงกว้างมากตั้งแต่เส้นผม บนศีรษะ หนังศีรษะ รังแค หิด เหา เนื้องอกบนศีรษะ ใบหู หนังตา จมูก แผลหรือ เนื้องอกในปาก โรคปากเปื่อย เริม สิว ฝ้า กระ ขนคิ้ว ขนตาม ตัว เล็บ ไขมัน เส้นเลือดขอด ตลอดลงไปจนถึงเชื้อราและตาปลาใต้ฝ่าเท้าก็อยู่ ในสาขาผิวหนังทั้งสิ้น

ที่เห็นว่าแปลกที่สุดและคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ก็คือ หมอผิวหนังเป็น ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับทางกามโรคเป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอาการ แสดงออกของกามโรคมักจะเป็นแผลหรือเป็นหูดเป็นเนื้องอกให้เห็นได้ชัดเจน ใน ช่วงระหว่างการฝึกอบรมเป็นหมอผิวหนังนั้นแพทย์ประจำบ้านต้องใช้เวลา 1 วันใน ทุก ๆ สัปดาห์ตรวจรักษากามโรคโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ที่มารับการ ตรวจรักษาโรคผิวหนังทั่วไปมีมาก ดังนั้นผู้ที่เป็นกามโรคจึงมักไม่มารับการ ตรวจรักษาตามคลีนิคผิวหนังทั่วไป เพราะไม่อยากให้ใครพบเห็นอยู่แล้วด้วย

ผู้ซึ่งจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว มักจะต้องไปทำงานชดใช้ ให้กับรัฐบาลเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นบางคนก็ไปเรียนต่อทาง อายุรศาสตร์ บ้างก็ต่อทางศัลยกรรมหรือสาขาอื่น ๆ อะไรก็ตามที่มีโอกาสได้ เรียน สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าฝึกอบรมทางผิวหนังนั้น จะต้องใช้ เวลา 3 - 4 ปี ในการศึกษา ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า แพทย์ประจำ บ้าน หรือ เรสซิเดนท์ ( Resident ) สาขาตจวิทยา

ปีแรกที่เรียนต้องทำงานในแผนกอายุรศาสตร์เหมือนกับผู้ที่มาฝึก เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางการแพทย์ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในช่วง 1 ปีนี้ต้องดูแลคนไข้ในโรงพยาบาล ทั้งที่เป็น ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกทุกโรคไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคสมอง โรคหัวใจ หืด หอบ โรคเลือด โรคภูมิแพ้ สารพัด ตลอดไปจนถึงต้องอยู่เวรในห้องฉุกเฉิน และ ห้องไอซียูด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหมอผิวหนังจึงสามารถให้คำ แนะนำ เกี่ยวกับโรคอื่นได้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่รู้เพียงแต่ทางผิวหนังเท่านั้น
สำหรับอีก 2 - 3 ปีต่อมา ต้องทำงานในแผนกผิวหนังทุกวัน เพื่อ สร้างทักษะและความรู้ที่จำเป็น ทุกวันตอนเช้าต้องไปตรวจคนไข้ตามวอร์ด ต่าง ๆ เสร็จแล้วกลับมาตรวจคนไข้ที่โอพีดีหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก บ่ายมีการ สอนวิชาพิเศษต่าง ๆ เช่น เรื่องภูมิแพ้ทางผิวหนัง โรคติดเชื้อต่าง ๆ เรื่อง การผ่าตัด เรื่องเลเซอร์ เป็นต้น

พอจบการศึกษาแล้วก็ต้องสอบในขั้นสุดท้าย โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยแพทยสภา เรียกการสอบนี้ว่าเป็น "การสอบ บอร์ด" (บอร์ด ภาษาอังกฤษไม่ใช่ บอด อย่างในภาษาไทย) ผู้ที่เข้าสอบต้องสอบ ทั้งข้อเขียน ภาคปฏิบัติ และสอบสัมภาษณ์ เมื่อผ่านแล้วจึงจะได้รับการรับรอง จากทางแพทยสภาว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ เพียงพอที่จะดูแลรักษาปัญหา เรื่องผิวหนังให้แก่คนไข้ได้

แหล่งที่มา
http://www.unigang.com/Article/8691
http://www.webythebrain.com/article/6_technique_midterm

Final

                                                    เทคนิคการสอบ 1. วิเคราะห์ความผิดพลาดจากครั้งก่อน เช่น ครั้งที่แล้วเราตอบผิด เพราะไม...